วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

รัฐประหาร พันธมิตรฯ และปลากระป๋อง

http://www.prachatai.com/05web/th/home/13821

ผ่านมา 2 ปี ความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐประหารอีกได้สูงขึ้น สูงมากกว่าโอกาสที่จะเกิดสึนามิอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้รัฐประหารครั้งล่าสุดที่อ้างว่า ก่อการเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมจะผ่านมา 2 ปีแล้ว ความแตกแยกทางการเมืองของไทยก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลงแต่อย่างใด แถมกลับทวีขึ้น และในขณะเดียวกัน ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งก็ยังคาดหวังว่า ควรจะมี “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อีก เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเมือง

ด้านกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ (โพสต์ทูเดย์ 16 ก.ย.) ซึ่งข้อ 4 มีข้อความว่า “เราไม่ต้องการการรัฐประหาร เพื่อกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” นั่นน่าจะหมายความว่า พวกเขาคงไม่มีปัญหากับ “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อีกสักรอบกระมัง เพราะพูดตรงๆ ทุกคนก็คงทราบว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เคยออกมาต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย. เลย ส่วนกลุ่มที่เรียกว่า นักวิชาการหรือปัญญาชน แนวสายกลาง ที่ยอมรับการแต่งตั้งจากทหาร เพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อย่างเช่น รศ.สุริชัย หวันแก้ว แห่งรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หรือ โคทม อารียา แห่งมหิดล ก็ยังปฎิบัติกิจประจำวันใช้ชีวิตอย่างปกติ ในขณะที่สังคมไทย ก็ยังติดยึดกับการอยากเห็น “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อย่างซ้ำซาก

รศ.สุริชัย นั้นมาระยะหลัง ได้มีบทบาทแสดงความเห็นเกี่ยวกับบ้านเมืองมากขึ้นผ่านสถานีทีวี “สาธารณะ” ไทยพีบีเอส ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมายที่ผ่านโดย สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทหาร

ผู้เขียนคิดว่า ปัญญาชนสองท่านนี้ ควรจะกรุณาสละเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อเขียนบทความหรือหนังสือทบทวนบทบาทของปัญญาชนไทยหลายคน ที่มีบทบาทในการค้ำยันระบอบทหาร และวัฎจักรรัฐประหาร ให้ยืนยงถึงทุกวันนี้ หลายคนคงยังจำได้ว่า มรดกจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. นั้น รวมถึงการทำกฎหมายความมั่นคงภายใน ให้มีความชอบธรรมทางนิติศาสตร์ รวมถึง การเพิ่มงบประมาณกลาโหม อย่างมหาศาลที่เขียนกำกับไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับทหาร 2550

2 ปีผ่านไป บทบาททางการเมืองของทหาร ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น ดูได้จากคำถาม ที่นักข่าวมักชอบยิงไปที่ตัว ผบ.ทบ. คือพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ก็มักวนเวียนอยู่กับเรื่องว่า ทหารคิดอย่างไรต่อเรื่องการเมือง เช่น “ท่านค่ะ ใครควรจะเป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ค่ะ”
“ท่านครับ ท่านคิดอย่างไรต่อรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ครับ”
“ท่านค่ะ จะมีรัฐประหารอีกไหมค่ะ”

หนักไปกว่านั้น ถึงแม้อิทธิพลของทหารต่อการเมือง จะแผ่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็คงยังไม่พอใจ จึงได้ให้สัมภาษณ์ แก่สื่อต่างประเทศ เมื่อไม่นานมานี้ว่า มิติหนึ่งของ “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ นั้นก็คือ ข้อเสนอว่า การแต่งตั้ง โยกย้าย ทหารระดับสูง ควรจะขึ้นกับสภากลาโหม และให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าหรือไม่โปรดเกล้า และทหาร ไม่ควรขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหมหรือรัฐบาล แต่ควรขึ้นกับสถาบันกษัตริย์

เรื่องนี้แค่นึกก็น่าหวาดวิตกแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองไทย

ในเมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ผู้เขียนคิดว่า น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่สังคมจะตั้งคำถามอย่างเป็นจริงเป็นจังว่าทำไมผู้คนถึงเสพติด กับระบอบทหาร และรัฐประหารอย่างงอมแงม

เมื่อไม่นานมานี้ กระบอกเสียงของกลุ่มพันธมิตรฯ คนหนึ่งได้โจมตีบรรดา “นักวิชาการเฮงซวย” (ในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์) เปรียบว่า นักวิชาการที่ออกมาวิจารณ์พันธมิตรฯ เหล่านี้ มีมุมมองต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแข็งทื่อ ประหนึ่ง เหมือนผู้ที่รู้จักแต่การเปิด และกินปลากระป๋อง โดยไม่รู้จัก ดัดแปลงให้เป็นยำปลากระป๋อง

แต่เรื่องนี้กลับทำให้ผู้เขียน นึกถึงกลุ่มพันธมิตรฯ และปลากระป๋องมากกว่า เพราะดูเหมือน คนในกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อย ยังอยากจะเห็น “รัฐประหารเพื่อประชาชน” อีกรอบ เพราะว่ามันเป็นทางออกที่ "ด่วนแดก ทันใจ" ไม่ต้องรอไปนั่งแลกเปลี่ยน ถกเถียงความเห็นทางการเมือง กับคนส่วนมากให้เสียเวลา

พวกเขายังคงเชื่อว่า หากมีรัฐประหารดีๆ อีกสักครั้ง เมืองไทย อาจจะกลายเป็นสังคมประชาธิปไตย ที่ยุติธรรม ไร้คอร์รัปชั่นได้ทันทีทันใด เร็วกว่าเวลาที่ต้องใช้ ในการเปิดปลากระป๋องเสียอีก

โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

ไม่มีความคิดเห็น: