วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

“ดร. ผศ. รศ. อาจม อาจารย์”

ว่าด้วย “ดร. ผศ. รศ. อาจม อาจารย์”
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/13819

คนที่เรียกตัวเองว่าดอกเตอร์นั้น แสดงว่าเขาอยาก ยกหางตัวเอง เบื้องต้น เราก็ควรอนุโมทนาว่า เขาอุตสาหะร่ำเรียนมา เราจะได้สบายใจ ผมรู้จักอาจารย์อยู่คนหนึ่ง ท่านเป็นคนไม่ถือตัว แต่ถ้าเราจะให้เกียรติท่าน เราอาจเขียนคำนำหน้าท่านได้ยาวมาก เช่น “ร.ต.อ. รศ. ดร. ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์” เป็นต้น

การเรียกตัวเองว่า ดอกเตอร์ ย่อมทำให้บางคนหมั่นไส้ ถือเป็นบาปเคราะห์ ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จากผลของการยกหางตัวเอง และ ก็เป็นความร้อนรุ่มในอก ของคนที่อิจฉา หรือหมั่นไส้คนอื่นเองเช่นกัน

สำหรับคนขี้หมั่นไส้นั้น ผมเชื่อว่ามีอยู่มากพอสมควร บางคนก็อาจเสียดาย ที่ตนเองไม่ได้จบดอกเตอร์ บางคนก็อาจคิด หรือมั่นใจว่า ตนเก่งกว่าดอกเตอร์ ในโลกแห่งความเป็นจริง เชื่อว่า มีคนขี้อิจฉาอยู่พอสมควรเช่นกัน

ผมมีข้อแนะนำ ผู้ที่ไม่ชอบ ที่จะเห็นคนอื่นยกหางตัวเอง กล่าวคือ ถ้าพบคนเรียกตัวเองว่า ดอกเตอร์ เราก็อาจตอบโต้เขา โดยเรียกขานเขากลับไปว่า “คุณ” แทน ให้เขารู้ว่า เราไม่ได้สนใจการเป็นดอกเตอร์ของเขา ในสังคมอารยะ เราไม่ยกย่องเขาได้ แต่เราไปหลู่เกียรติ เช่น เรียกเขาว่า ไอ้หรืออีคงไม่ได้ อย่างไรก็ตามเรายังอาจเออออ เรียกขานตามความประสงค์ของเขา เพื่อเอาบุญก็ยังได้ การยกย่องคนมันไม่เสียหายนะ

บางคนก็อาจได้ ดอกเตอร์มาจากการรับแจกแบบกิตติมศักดิ์ หรือเป็น ดอกเตอร์ห้องแถวจริงๆ ยิ่งในปัจจุบัน สถาบันการศึกษาจำนวนมาก ผลิตดอกเตอร์แบบไร้คุณภาพออกมามากมาย จึงยิ่งทำให้ดอกเตอร์ดูด้อยค่าลงจริงๆ

ปัญหาดอกเตอร์กิ๊กก๊อก ก็ยังไม่ร้ายเท่าการมี ดอกเตอร์แท้ๆ จากมหาวิทยาลัยชั้นยอดของโลกหลายคน ทำตัวเป็น “สุนัขรับใช้” ทางการเมือง เพราะยิ่งทำให้ความเป็นดอกเตอร์ ด้อยลง ดอกเตอร์ หรือนักวิชาการพวกนี้ “พายเรือให้โจรนั่ง” หรือ อาจหนักหนาขนาด “ให้โจรพายเรือให้ตนนั่ง” (ประสบความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีที่ใช้)

บางคนอาจกลัวว่า คำพูดที่เป็นพิษของ ดอกเตอร์ชั่วๆ อาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อตามคุณวุฒิ ข้อนี้เราพึงเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชนว่า เขาสามารถแยกแยะความผิดถูกเองได้ และแม้เขา จะแยกแยะไม่ได้ในช่วงต้น ก็พึงให้เวลาประชาชนได้เรียนรู้

โดยนัยนี้ เราจะต่อกรกับ ดอกเตอร์ ดอกเตอร์ชั่ว ดอกเตอร์ต่ำชั้น เราก็ยิ่งต้องตอบโต้ที่ประเด็นสาระ เป็นสำคัญ เราควรยกระดับจิตใจให้สูง ด้วยการตอบโต้กันตามเหตุผล ให้เห็นว่าดอกเตอร์ผิดอย่างไร ไม่ใช่ไปตอบโต้ หรือหมั่นไส้เขาในเรื่องความเป็นดอกเตอร์

ผมเชื่อว่า ความหมั่นไส้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องส่วนบุคคล คือ ความหมั่นไส้-อิจฉา แต่ส่วนหนึ่ง ก็อาจเป็นเรื่อง หลักการที่เป็นผลสะท้อน จากการที่สถานะของคนกลุ่มนี้สูงเกินจริง อาจารย์พวกนี้อยู่กันอย่างสบายๆ แถมยัง “ได้ทั้งเงิน ทั้งกล่อง” แถมบางทียังอาจ“ได้เด็ก” อีกด้วย ข้อนี้ผิดกับในสังคมตะวันตก ที่เขาคงไม่ได้ยกหางอาจารย์เท่านี้

ปฏิกิริยาต่อกรณีนี้ จึงปรากฏเป็นคำค่อนแคะอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นานา เช่น ใช้คำว่า “อาจม” แทน “อาจารย์” “ผศ.” ย่อมาจาก “ผัวนักศึกษา” “รศ.” ย่อมาจาก “รอเสียบ” หรือ “ศ.” หมายถึง “เสียบแล้ว” เป็นต้น ในเชิงหลักการ เราควรลดการยกย่องสถานะพวกนี้ลงบ้าง โดยเฉพาะที่ กร่างๆ ไม่กี่สิบคนจากจำนวนอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 50,000 คน

เป็นเวลานับร้อยปีมาแล้ว ที่ประเทศไทยส่งคนไปเรียนต่อยัง สถาบันชั้นนำในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่จบดอกเตอร์ พวกนี้พอร่ำเรียนจบ ก็มักกลับมาใหญ่ในทันที จึงกลายเป็นคน “กร่างแต่กลวง” เพราะขาดความรู้จริงในภาคปฏิบัติ ไม่เคยฝึกงาน ไม่ค่อยพัฒนาความรู้ตนเองหลังจากจบการศึกษาแล้ว ภาวะ “เน่าใน” จึงเกิดขึ้นกับนักวิชาการไทย

ในภาคปฏิบัติ สิ่งที่จะพอใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของดอกเตอร์ก็คือ การพิจารณาดูว่า สิ่งที่พูดนั้นมีเหตุผลเพียงใด มีข้อมูลประกอบเพียงใด มีการศึกษามาดีเพียงใด หรือ เป็นพวกแสดงความเห็นได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องศึกษาวิจัย

ความรู้จริงต้องเกิดจากการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงยืมจมูกคนอื่นหายใจ หรือยืนอยู่บนหอคอยงาช้าง คำพูดที่ดอกเตอร์เทียมๆ แสดงออก ดูได้ไม่ยากเลย ชาวบ้านก็รู้ แต่อาจไม่ได้พูดเท่านั้น

เราไม่พึงไปหมั่นไส้พวกดอกเตอร์ โดยเฉพาะนักวิชาการชั่ว หรือกร่างแต่กลวงเหล่านี้หรอก ลำพังความกระหายในการมี “ฟอร์ม” ให้สังคมยอมรับตนเอง ก็เป็นบาปเคราะห์ หลอกหลอนตัวเขาเองอย่างแสนสาหัสตลอดเวลาอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องอภิปรายกันด้วยการยึดหลักการ หลักเหตุผล เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สังคมอุดมปัญญา ถ้าไม่มีหลักก็เป็นสังคมป่าเถื่อน

ไม่มีความคิดเห็น: