สุดยอดวิชามาร"แมลงสาป" โดย เทพไท สส.ภาคใต้ ให้ข่าวบิดเบือนความจริง กรณีการลงนาม 3 ประเทศในการประกันราคา ยางพารา ในอดีตว่า เป็นผลงานของนายหัวครก "ชวน เชื่องช้า"
มีชาวราชดำเนิน ในเวปพันทิพ ช่วยโพสข้อมูลความจริงว่า....
......นายกทักษิณไม่เคยแอบอ้าง ครับ การพัฒนาให้ราคาสูงขึ้น เป็นไปตามแนวคิดของ ปราชญ์ชาวบ้านความรู้แค่ชั้น ป 4. ท่านประยงค์ รณรงค์ คนตำบลนากะซะ อำเภอฉวาง นครศรีธรรมราช คนบ้านใกล้กับท่านสมชาย ที่เกิดที่ตำบลละอาย อำเภอเดียวกัน นายกทักษิณไม่เคยสมอ้างว่าความคิดนี้เป็นของตนเองครับ ยกย่องเสมอว่า ท่านประยงค์ เป็น ผู้วางแผนแม่บท การพัฒนายางพาราไทยฉบับประชาชน ให้นายกทักษิณ นำไปต่อยอดครับ
จากกระแส กระแส "กรีดยางไม่กี่วันมีเงินร้อยพกติดกระเป๋า ต่อให้เรียนหนังสือสูงขนาดไหน ก็สู้กรีดยางไม่ได้" ยุคทองของราคายาง เริ่มสิ้นสุดลง เมื่อ พรรคประชาธิปัติย์ ก่อตั้งขึ้นมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2489
นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช แท้ๆ ยังไม่รู้เรื่องนี้หรือครับ
ในที่ประชุม ครม.วันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 ที่ประชุมได้พิจารณา มาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นถึงการ ร่วมทุนของบริษัทร่วมทุนยางฯ ทั้ง 3 ประเทศ ว่า เบื้องต้นไทยจะเป็นผู้เพิ่มทุนก่อนจำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐก่อน ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นผู้ถือหุ้น ใหญ่ ในขณะที่อีก 2 ประเทศ สามารถเพิ่มทุน โดยนำสต๊อกยางมาร่วมทุนได้ ซึ่งเชื่อว่า จะไม่ทำให้ราคายางในตลาดอาเซียนผันผวน แต่จะทำให้สามารถควบคุมกลไกราคายางในตลาดโลกได้ ดังนั้นจึงมีมติอนุมัติงบประมาณ เพื่อนำไปชำระทุนจดทะเบียน บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ ในส่วนของไทยจำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้อีก 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สามารถเพิ่มทุนในวิธี นำสต๊อกยางมาร่วมทุนได้ โดยทุนจดทะเบียนรวมของ บริษัทร่วมทุนยางฯ มีจำนวน 225 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วน 2:1.5:1 (ไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย) โดยมอบหมายให้ นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นเป็นผู้ดำเนินการ
อนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการ สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกร โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรที่นำยางแผ่นดิบคุณภาพดี ไปขายให้สถาบันเกษตรกร ได้รับราคายางไม่ต่ำกว่า กก.ละ 30 บาท ซึ่งกำหนดให้จัดตั้ง โรงรมควันยางของ กลุ่มเกษตรกรและของสหกรณ์ จำนวน 666 โรง ในจำนวน 146 อำเภอ 21 จังหวัด มีกำลังการผลิตรวม 230,230 ตันต่อปี ซึ่งโรงรมควันดังกล่าวได้ รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 3,415 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้าง โรงอัดก้อนยางและอุปกรณ์อัดก้อน และโกดังเก็บยาง โดยกระทรวงการคลัง จะจัดสรรวงเงินสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียน (60 วัน) ให้สถาบันเกษตรกรวงเงิน 3,015 ล้านบาท
ทั้งนี้ทาง บริษัทร่วมทุนยางฯ จะหักค่าใช้จ่ายจาก สถาบันเกษตรกร 1% ของมูลค่ายาง หรือประมาณ กก.ละ 0.33 บาท คืนกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะเก็บได้ประมาณปีละ 74 ล้านบาท (ปริมาณยาง 230,230 ตัน) และหยุดเก็บเมื่อได้รับเงินคืนครบ 400 ล้านบาท โดยสถาบันเกษตรกรจะได้แบ่งผลกำไรจาก บริษัทร่วมทุนยางฯ 30% ของกำไรสุทธิ ประมาณ กก.ละ 2.51 บาท หรือประมาณ 578 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกำหนดระยะเวลาดำเนินการจัดการโรงรมควันยางเป็นเวลา 2 ปี (2545-2546) โดยกำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบและบริหารโครงการ
สำหรับคณะกรรมการบริหาร บริษัทร่วมทุนยางฯ นั้น ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติแต่งตั้งผู้แทนไทย 4 คน เป็นคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นหัวหน้าคณะ, นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต, นายแสง อุดมจารุมณี และนายวิทร สุกาญจนพงษ์ เป็นผู้แทน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการเชิญประชุมผู้ถือหุ้นจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซียเพื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน
การลงนามในบันทึกขัอตกลงการร่วมทุน 3 ประเทศครั้งแรก มีขึ้นเมื่อ วันที่ 16 กันยายน2546 .........................
ชัดไหมครับ ถึงเวลาหรือยัง ที่นายเทพไท ที่อาศัยแรงใจจากคนจังหวัดนี้ จะตอบแทนคุณของแผ่นดินที่ตนเกิด โดยช่วยสนับสนุนนายกคนใต้จากนครศรีธรรมราช เพื่อให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ........................... อย่าเนรคุณมาตุภูมิที่เกิดครับ
ยุคพรรคประชาธิปัต กำเนิดก็ถลุงกันจน ดีบุก หมดประเทศ ถ้าไม่มีนายกทักษิณเข้ามา ยางพาราก็เจริญตามรอยดีบุก เพราะ ราคามันตกต่ำ ......................... ยังไม่สำเหนียกกันอีกหรือครับ
เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น รื้อฟื้นเรื่องเพื่อขโมยผลงาน ............ มันไม่ใช่วิสัยลูกผู้ชายครับ
จากคุณ : บุรุษหน้าเหล็ก
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7043809/P7043809.html
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น