‘ผศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล’ นักวิชาการจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์กับ ‘ประชาไท’ โดยได้แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ การเมืองรูปแบบใหม่ ของ กลุ่มพันธมิตรฯ
หลัง ‘6 ตุลา’ ใหม่ๆ มีการเสนอว่า ประชาธิปไตยแบบต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องมีประชาธิปไตยแบบนำพา แบบต้องคอยจูง (guided democracy) เพราะประชาชนยังไม่มีความรู้ แต่ข้อเสนอนี้ก็ยอมรับว่าเป็นมาตรการที่ใช้เพียงชั่วคราว ซึ่งต้องพัฒนาต่อไป ส่วนข้อเสนอแบบสัดส่วน 70/30 นี้ มีข้อเสนอด้วยหรือไม่ว่า จะพัฒนาต่อไปอย่างไร? อยากฟังว่ามีแผนจะพัฒนาต่อไปอย่างไร? หรือว่าจนกว่าประชาชนคนไทยหายโง่ก่อน พวกพันธมิตรนี่ฉลาดลึกล้ำนักหนาหรือ?
นักรักชาติ สื่อมวลชน คนกรุงเทพฯมักจะกล่าวหา คนชนบทว่าขายเสียง ถูกพวกนักการเมืองจูงจมูก เลยเสนอให้คนชนบทและประชาชนทั่วไป ได้ส่วนแบ่ง 30 นายสนธิบอกอย่างไม่กระมิดกระเมี้ยนเลยว่า ต้องให้ศักดินา มหาเศรษฐีมีส่วนด้วย ข้อเสนอของเขาเหมือนให้เราย้อนกลับไป สมัยก่อนปี 2475 เขาเป็นศักดินายิ่งกว่าพวกศักดินาเอง เพราะยังไม่เคยได้ยินว่า ศักดินาเสนอตัวเช่นนั้น
สังคมวิทยาการเมือง เป็นวิชาที่พยายามสำรวจว่า จริงๆแล้วใครปกครอง? ต่างไปจากปรัชญาการเมืองที่พยายามตอบว่า ใครสมควรปกครอง? เราก็พอรู้อยู่บ้างว่า ถึงให้ราษฎรเลือกตั้งทั้ง 100 % ตัวแทนของราษฎรก็ยังไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ปกครองอยู่ดี แต่พลังอื่นๆ ที่แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ปกครองประเทศอยู่โดยพฤตินัย มีหลายสถาบัน ที่จริงๆ แล้วมีอิทธิพลต่อการปกครองประเทศ เช่น สถาบันทหาร สถาบันตุลาการ สถาบันการเงิน ฯลฯ แทนที่จะเป็นโควตา 70/30 น่าจะเสนอให้สถาบันทั้งหลายนี้มาจากการเลือกตั้งด้วย นี่ไม่ได้พูดประชด แต่อยากฟังเหตุผลของฝ่ายพันธมิตรที่จะคัดค้านความเห็นนี้
ในสมัยที่พยายามก่อฐานประชาธิปไตยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัย พ.ศ. 2475 เมื่อมองจากมุมปัจจุบัน ก็อาจจะมีข้อจำกัด เช่น มีทั้ง ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้งและเลือกตั้ง มี พฤฒสภา และสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็เป็นการค่อยๆเริ่มต้น หรือใช้สำนวนของปรีดี พยมยงค์ ก็ว่า ‘เราปีนต้นไม้ทีเดียวถึงยอดไม่ได้’
ช่วงก่อนยุคเผด็จการสฤษดิ์ ส.ส. ที่มาจากภาคอีสาน เป็นส.ส.ที่มีคุณภาพมาก ถ้าใช้มาตรการที่คิดถึงคนตกทุกข์ได้ยาก มากกว่าพวกมียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีการซื้อเสียง ขายเสียง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ในช่วงทศวรรษที่ 30 – 40 มากกว่า แต่มาในช่วงหลังนี้ การซื้อสิทธิขายเสียงลดลงไปมาก มีคนโจมตีว่า ถึงสมัยทักษิณจะไม่ซื้อเสียงโดยตรง ก็ใช้นโยบายของรัฐซื้อ นี่มันเป็นการขยายคำนิยามการซื้อเสียงไปจนสุดกู่ ถ้าการใช้นโยบายของรัฐเพื่อชักชวนให้คนเลือกตั้งพรรคของตนเป็นการซื้อเสียง เช่นนั้นก็คงไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีการซื้อเสียง
รัฐบาลส่วนใหญ่ มักทุ่มเงินไปในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ ๆ มากกว่าในชนบทไม่รู้เท่าไหร่ เช่นนี้เรียกว่าซื้อเสียงหรือไม่? จะมาเป็นผู้ว่ากรุงเทพฯ แล้วบอกจะสร้างโน้นสร้างนี่ ใช่การซื้อเสียงไหม? ทางด่วน รถไฟฟ้าใต้ดิน มีโรงเรียนดีๆในกรงเทพฯ มีทุนให้แข่งแล้วโรงเรียนในกรุงเทพฯได้เปรียบกว่า อย่างนี้ใช่ประชานิยมหรือเปล่า? เมื่อจะใช้หลักการนี้กับคนชนบท คนกรุงเทพฯบอกว่าไปแจกเงินเขาทำไม ทำไมไม่รู้จักทำมาหากินเอง โจมตีว่าประชานิยม ว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไปโน่น ผมว่าก็ดีแล้วนี่ ประชานิยม ดีกว่าประชาไม่นิยม คนเมืองรับนโยบายแบบนี้มานานจนเป็นของธรรมดาไปแล้ว
พูดแบบนี้ จะมีคนหาว่าผมเป็นพวกทักษิณ เกลอ เพื่อนที่เบอร์อยู่ในมือถือผม คบกันมาตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม ก็ว่าผมอย่างนั้น ผมเป็นพวกทักษิณหรือเปล่า? ผมให้คนอื่นตอบ แต่ที่ผมตอบได้ คือ ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับฝ่ายที่ต่อต้านและล้มทักษิณ ไม่ใช่เพราะเชียร์คนแพ้ แต่สงสัยว่า “ระบอบทักษิณ” จริงๆ แล้วหมายความว่าอย่างไร? อยากจะรักษาสนับสนุนระบอบอื่นด้วยการยก “ระบอบทักษิณ” เป็นเป้าล่อหรือเปล่า?
ถ้าทักษิณซื้อเสียง เราจะอธิบายคนจำนวนมากที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ’50 ว่าอย่างไร? คำกล่าวหาเรื่องชาวบ้านขายเสียง มันเป็นเพลงแผ่นเสียงตกร่องแล้ว ผมเคยทำงานองค์กรกลางสมัยปี 2535 สมัยนั้นซื้อเสียงกันมโหฬารจริงๆ มีคำสุนทรพจน์ของหัวหน้าพรรคหนึ่งที่ชอบอ้างว่าพรรคตัวเองไม่ซื้อเสียง แล้วด่าพรรคอื่นว่าซื้อเสียง แต่ผมเชื่ออาสาสมัครขององค์กรกลางมากกว่า ตามสถิติของเรา พรรคนี้ซื้อเสียงเป็นอันดับ 2 ไม่ได้หมายความว่าเป็นพรรคที่ยังมีคุณธรรมกว่า แต่เป็นเพราะส่งจำนวนผู้สมัครเป็นอันดับ 2
ข้อเสนอ 70/30 ก็ท่องมนต์นี้ และเป็นการสืบต่อจากรัฐประหาร ล้มรัฐบาลทักษิณก็แล้ว รัฐประหารก็แล้ว รัฐธรรมนูญปี 50 ก็แล้ว ยังชนะไม่ได้ ต้องล้มระบบการเลือกตั้งไปด้วย ถึงจะกำราบได้หรือ?
จากการที่ ’14 ตุลา’ ได้เปิดประตูให้ราษฎรเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การเมืองไทยหลังจากทศวรรษ 20 ยิ่งเข้าลักษณะเป็นการเมืองแบบมวลชน ซึ่งแปลมาจากคำว่า Mass Politics เช่น รัฐประหาร ‘6 ตุลา’ และ ‘19 กันยา’ ทหารแค่ลงดาบเท่านั้น แต่การสร้างเงื่อนไข การปูพรมแดงให้ทหารเดินนั้น มีคนช่วยจัดการให้ และต้องใช้มวลชนสนับสนุน ไม่ใช่การเมืองที่เล่นกันเฉพาะในรัฐสภา หรือเป็นเกมสู้กันเฉพาะกลุ่มคนวีไอพี อีกต่อไป นี่ซิคือ ‘การเมืองใหม่’ การเมืองที่เกี่ยวข้องกับฐานมวลชน พวกพันธมิตรก็เล่นการเมืองตามแบบนี้ ประมุขของพันธมิตรครั้งที่แล้ว ก็ต้องอาศัยกลยุทธ์นี้ มิใช่ไปงุบงิบสั่งทหารลุยเลย ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว การเมืองไทยปัจจุบันต่างจากแต่ก่อน ก่อนช่วง 2500
และนี่คือ สิ่งที่ทำให้ทักษิณยังน่ากลัว สำหรับฝ่ายตรงข้ามที่คิดว่าทักษิณมาคุกคามอำนาจ ความน่าเชื่อถือและผลประโยชน์ของตน และนี่คือภูมิหลังความเป็นมาของข้อเสนอ 70/30 หรือตัดทอนฐานมวลชนของสิ่งที่พวกนี้เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ผมว่าอย่าไปกล่าวหาว่าสมัครเป็นนอมินีทักษิณเลย นอมินีตัวจริงคือคนที่พร้อมจะเลือกทักษิณ หรือ กลุ่มการเมืองที่แสดงว่านิยมทักษิณ และนอมินีนี้มีมากกว่า ๑10 ล้านนะครับ ข้อเสนอของพันธมิตรก็เท่ากับว่าพยายามให้นอมินีลดไป 70% มันไม่มากไปหน่อยหรือครับพี่ มันไม่จี้ไปหน่อยหรือน้อง
http://www.prachatai.com/05web/th/home/12850
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น