วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551

การเมืองประเทศ "ไทย"

ข่าวใหญ่สำหรับช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีข่าวใดน่าความสนใจเท่ากับข่าวที่ นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
มีคนมาสัมภาษณ์ผมหลายคนเกี่ยวกับสาระของ คำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของกรณี ศาลรัฐธรรมนูญ แปลความคำว่า “ลูกจ้าง” ซึ่งผมก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบด้วยเหตุผลที่ว่า ปัจจุบันนี้การวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการ นอกจากจะถูกสังคมบังคับ และกำหนดว่าเป็นการให้ความเห็นเพื่อ “ข้างใด” แล้ว เรื่องที่น่ากลัวมากกว่าอีกเรื่องหนึ่งคือ “หมิ่นศาล” ซึ่งในวันนี้ก็ “ขยายความ” ออกไปมาก จนครอบคลุมการให้ความเห็น ทางวิชาการแบบตรงไปตรงมา ด้วย
ด้วย 2 เหตุดังกล่าว ผมเลยคิดว่า อยู่เงียบ ๆ น่าจะดีที่สุด วันหนึ่งเมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ และเมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ จบสิ้นลง ผมคงจะหยิบเอา คำวินิจฉัยหรือ คำพิพากษาบางเรื่องมานั่งวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า นักกฎหมายธรรมดานั้น ต่างจากนักกฎหมายมหาชนอย่างไร !!!

ในวันนี้ถึงแม้ นายกรัฐมนตรีจะพ้นสภาพไปแล้ว แต่เค้าลางของความวุ่นวายยังคงมีอยู่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ยังคงชุมนุมกันอยู่ ผมได้มีโอกาสอ่านแถลงการณ์ของ พันธมิตรฉบับที่ 21/2551 ที่ว่าพันธมิตรฯ จะยังคงชุมนุมอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดความเป็น นายกรัฐมนตรีไปแล้ว และนอกจากนี้ในแถลงการณ์ดังกล่าวพันธมิตรฯ ก็ยังเพิ่มข้อเรียกร้องเข้าไปอีกมากมายหลายข้อ รวมไปถึงการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายบางฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ
ส่วนประเด็นเรื่อง “การเมืองใหม่” นั้น แม้พันธมิตรฯ จะมีคำอธิบายออกมาแล้วในแถลงการณ์ฉบับที่ 20/2551 ก็ตาม แต่อ่านดูแล้วก็ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม อ่านแล้วไม่รู้แม้กระทั่งอะไรคือการเมืองใหม่ รู้แต่เพียงว่า ไม่เอานักการเมืองในระบบปัจจุบันเท่านั้นเองครับ

ที่ผ่านมา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมี “ข้อเรียกร้อง” มากมายหลายเรื่อง และเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา จึงทำให้ข้อเรียกร้องของพันธมิตร “ไม่นิ่ง” นอกจากข้อเรียกร้องจะ “ไม่นิ่ง” และ “ไม่ชัดเจนแล้ว” เมื่อพันธมิตรบุกรุกสถานที่ราชการและไม่ยอมไปมอบตัว การดำเนินงานของพันธมิตรก็ดูจะไม่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามี “วัตถุประสงค์” ใดกันแน่ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งที่แม้จะรับไม่ได้กับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาแต่ก็ไม่สามารถเข้าร่วมกับพันธมิตรได้ครับ

ช่วงเวลาที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศร่วม 7 เดือน เราได้พบเห็นอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่เฉพาะพันธมิตรฯ ที่ “ไม่นิ่ง” และ “ไม่ชัดเจน” นะครับ รัฐบาลเองก็ “ไม่นิ่ง” และ “ไม่ชัดเจน” ด้วย ดูการเสนอข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา ดูการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ “ชักเข้าชักออก” อยู่ตลอดเวลา รวมความแล้ว รัฐบาลเองก็มีปัญหาในด้านการทำงานอย่างมาก มากจนสมควรที่จะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ประเทศไทยเราคงต้องการผู้นำที่มี “ภาวะผู้นำ” อย่างมาก การกล้าพูดแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจและกลัวที่จะทำ คงไม่ทำให้ประเทศเราพัฒนาไปสู่จุดที่ควรจะเป็นได้

ถ้าถามว่า 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทำอะไรให้กับประเทศไทยบ้าง ผมคิดว่า คงเป็นคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ ที่ไม่อยากตอบนั้นส่วนใหญ่คงคิดเหมือนกันคือ ไม่รู้จะตอบอะไร เพราะมองไม่เห็นสักอย่างว่า เราได้อะไรกันบ้าง ในฐานะนักกฎหมายมหาชน ผมมองเห็นปัญหามากกว่า สิ่งที่เราได้จากการดำเนินงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ผมมองว่าเป็นเรื่องใหญ่คือ เรื่องอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อำนาจรัฐมีความสำคัญเพราะ เป็นสิ่งใช้จัดระบบในรัฐ ใช้ขับเคลื่อนรัฐไปในทิศทางที่ควรจะไป ซึ่งในช่วงเวลา 7 เดือนที่ผ่านมานี้ ผมมองเห็นอำนาจรัฐค่อย ๆ เสื่อมลง จนกระทั่งวันนี้ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เรียกว่า “อำนาจรัฐ” จะยังคงมีอยู่หรือไม่ เพราะหากเราพิจาณาถึงแนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจแล้ว ก็จะพบว่า ฝ่ายบริหารเป็นฝ่ายที่มี และใช้อำนาจรัฐมากที่สุด ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าในวันนี้ ฝ่ายบริหาร “หมดรูป” จริง ๆ ครับ
การที่ฝ่ายบริหาร ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการชุมนุมบนทางสาธารณะของพันธมิตรฯ เกือบ 2 เดือน การที่ฝ่ายบริหาร ไม่สามารถแก้ปัญหา ASTV การที่ฝ่ายบริหาร ถูก “ยึด” สถานที่ทำงานซึ่งเป็น สถานที่ราชการ
ที่สำคัญที่สุดของประเทศ และเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่แสดงถึง หนึ่งในอำนาจอธิปไตย คือ อำนาจบริหาร การที่ฝ่ายบริหาร ถูกกล่าวหา ดูหมิ่น ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ยิ่งเสียกว่าการหมิ่นประมาท ที่ฟ้องๆ กันอยู่ในศาลฯลฯ
ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ฝ่ายบริหาร ซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือ กลับไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ นั้นในวันนี้ก็ดู ๆ แล้วทำงานลำบาก ระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา
ผลิตกฎหมายออกมาไม่ได้เลยซักฉบับก็ไม่ทราบ แม้จะทำการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้บ้าง แต่ก็ไม่เต็มที่ แถมเมื่อมีการอภิปรายทั่วไปของรัฐสภา เพื่อหาข้อยุติของการชุมนุมอย่างยืดเยื้อของพันธมิตรฯ แต่ผลที่ออกมากลับไม่ได้อะไรเลย สำหรับฝ่ายตุลาการ ที่ผู้คนชอบใช้คำว่า “ตุลาการภิวัตน์” กันนัก อะไรที่ฝ่ายตุลาการตัดสินไปแล้ว “ถูกใจ” ก็เป็น “ตุลาการภิวัตน์” แต่ทำไมเมื่อมีการ ออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ แล้วไม่มีใครเคารพ และปฏิบัติตาม จึงไม่มีใครตั้ง “คำศัพท์” ขึ้นมาใหม่สำหรับมาใช้แทนคำว่า “ตุลาการภิวัตน์” บ้างก็ไม่ทราบ
และท้ายที่สุดสำหรับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง ทหารนั้น ในวันนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้ เพราะออกมายืนยันอย่างเดียวว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จากเหตุผลทั้งหมดที่พูดไป ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ “อำนาจรัฐ” ที่เคยมีอยู่อย่างมาก อ่อนแอลงอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่ออำนาจรัฐอ่อนแอลง สังคมขาดผู้นำ คนส่วนหนึ่งจึงหันไปหาการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะว่าอย่างน้อยก็ประกอบไปด้วนคนที่มี “ภาวะผู้นำ” ครับ

ประสบการณ์ 3 เดือนเศษ ที่ผ่านมาต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสามารถสร้างบทบาทของตนเองจาก “อะไรก็ไม่รู้” จนมาเป็น “องค์กร” ที่มีบทบาทในการ “ตรวจสอบ” การทำงานของรัฐบาล
กรณีเขาพระวิหารเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่สุดที่พันธมิตรฯ นำมาใช้ “ปลุกเร้า” ความรู้สึก หรืออารมณ์ของผู้คนให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน และพัฒนาความคิดกับมุมมองร่วมกันจนกลายเป็น “พลัง” ที่ใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาจนถึงจุดที่เราอยู่กันในวันนี้
สิ่งที่เกิดจากปรากฎการณ์พันธมิตรฯ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ผมนึกถึงหนังสือเก่ามากเล่มหนึ่งของฝรั่งเศสชื่อ “Psychologie des foules” หรือ “จิตวิทยาของฝูงชน” ที่เขียนโดย Gustave Le Bon เมื่อปี คศ. 1895 นึกแล้วก็อดนำมาคิดปรับเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราในวันนี้ไม่ได้
หนังสือดังกล่าวพูดเรื่องพัฒนาการในการรวมกลุ่มกันของคนที่ในหนังสือเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “ฝูงชน” (les foules) โดยในตอนต้นของหนังสือกล่าวถึง วิธีการของคนธรรมดาสามัญ ที่อาจได้อำนาจรัฐมาโดยความช่วยเหลือของฝูงชน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่า คนจำนวนมากสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ง่าย ด้วยการก้าวกระโดดข้ามกระบวนการปกติ การก้าวกระโดดดังกล่าว ทำได้โดยการรวบรวมคนจากกลุ่มที่มีเชื้อชาติเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน สังคมเดียวกัน หรือประสบการณ์เดียวกัน โดยต้องหาทางทำให้คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ร่วมกัน จากนั้นคนที่เป็นผู้นำจะต้องสร้างความรู้สึกร่วมให้กับฝูงชน
วิธีการหนึ่งที่ใช้ก็คือ การใช้ “คำพูด” เป็นตัวปลุกเร้าความรู้สึก ผู้นำต้องรู้จักวิธีใช้คำพูด สร้างคำใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนคำเดิม เพื่อให้เป็นคำของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่เมื่อพูดคำดังกล่าวขึ้นมาเมื่อใด ก็จะสร้างความโกรธและความเกลียดให้กับผู้ชุมนุมได้ ท้ายที่สุด เมื่อทุกคนมี “จุดร่วม” เดียวกันแล้ว “ฝูงชน” ก็จะเกิดขึ้นโดยมี “ผู้นำ” ที่พร้อมที่จะทำทุกอย่างร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ต้องการเห็น

ที่ผมเล่าไปนี้เป็นเพียงบางส่วน ที่จำได้จากหนังสือดังกล่าว ที่คิดว่าคงต้องกลับไปอ่านดูใหม่อีกครั้งเพราะคิดว่ารู้สึกคุ้น ๆ และน่าจะมองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าสมัยที่อ่านครั้งแรก เมื่อตอนเป็นวัยรุ่นครับ

ศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
http://www.pub-law.net/publaw/default.asp

ไม่มีความคิดเห็น: