รายงาน : เลาะตะเข็บไทย – กัมพูชา ถกบทเรียน ‘พระวิหาร’ หารือ Peace and Development Zone
อุณหภูมิตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาโดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารหลังจากประเด็นเรื่อง ‘ดินแดน’ ในมิติชาตินิยมที่กลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้งจนถึงขั้นต้องมีมาตรการทางทหารมาตรึงกันตามแนวชายแดนในขณะที่เกมส์การเมืองระหว่างประเทศยังถูกปลุกเร้ารุกคืบกันไปมา
ด้านสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชาประเด็นความเป็นเจ้าของเหนือปราสาทหินตามแนวชายแดนยังคงยกมาพูด สร้างความเป็นอื่นหรือเปิดแผลให้กับไทยอย่างค่อนข้างถี่ในขณะที่ความเป็นชาตินิยมของไทยเองก็ยังไม่ลดราวาศอก ประวัติศาสตร์บาดแผลจากกรณีปราสาทพระวิหารยกระดับจากวงการเมืองภายในสู่การเมืองระดับประเทศสร้างความรู้สึกตอกย้ำไปในมวลชนกลายเป็นแรงกดดันกระเพื่อมต่อไปยังรัฐบาลอยู่เนืองๆ
การเจรจาเพื่อหาทางออกด้วยการเมืองระหว่างประเทศดำเนินไปเป็นระยะๆโดยยังมองไม่เห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยเงื่อนไขหลักของความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ แต่บนสถานการณ์ที่ดำเนินไปเช่นกัน ผลกระทบของมันตกลงไปหาประชาชนโดยเฉพาะตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศที่มีความสัมพันธ์กันในหลายมิติซับซ้อน ทั้งความเป็นเครือญาติ เพื่อนบ้านร่วมวัฒนธรรมที่ไปมาหาสู่กันมาแต่เดิม ไปจนถึงระบบธุรกิจการค้าขายที่เป็นแบบเฉพาะของชายแดน จึงเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
ในทางกัมพูชาได้จัดการประชุมใหญ่ของภาคประชาชนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ผลสรุปทำให้กัมพูชาได้ติดต่อมายังมูลนิธิศักยภาพชุมชนไทยและลงความเห็นร่วมกันจนกลายมาเป็นการประชุมหารือกันระหว่างภาคประชาชนในวันที่ 20 -21 กันยายน 2551 ณ อรัญญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย และ ปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันในการสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนไทยและกัมพูชา อีกทั้งมีเจตนาอย่างแรงกล้าในการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงลุกลามต่อด้วยความเชื่อว่า หากระหว่างประชาชนเข้าใจและออกมาพูดจะสามารถลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์ระดับชาติได้ดังคำกล่าวตอนหนึ่งจากตัวแทนองค์กรภาคประชาชนกัมพูชาคนหนึ่งที่พูดในการประชุมดักล่าวว่า
“ไม่ใช่รัฐบาลเท่านั้นมาแก้ปัญหาให้ แต่ประชาชนมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะแท้จริงแล้วรัฐบาลไม่รู้เรื่องความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชนเลยจึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ประชาชนชาวกัมพูชาเคยมีสงครามและไม่ต้องการให้เกิดสงครามอีก คิดว่าคนไทยก็เช่นกัน เราไม่ต้องการเห็นสงคราม ความขัดแย้ง เห็นคนตายเพราะอาวุธสงคราม เราต้องการการพูดคุยกัน”
ต่อมา ดร.เซียงฮุย นักวิชาการชาวกัมพูชาและผู้ประสานงานสร้างสันติภาพในกัมพูชาได้กล่าวถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากกรณีพระวิหารระหว่างทหารไทยและกัมพูชาว่า ถ้าการปะทะเกิดขึ้นจะไม่เพียงทำให้เกิดผลร้ายต่อประเทศทั้งสองเท่านั้นแต่จะกระทบต่อ ASEAN และประเทศต่างๆกว้างออกไปด้วย ขณะเดียวกันในความตึงเครียดนี้ก็มีความเชื่อว่าประชาชนไทยและกัมพูชาคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าเหตุการณ์ตึงเครียดทำให้เกิดการหาผลประโยชน์ของนักการเมือง และกระทบต่อความปรารถนาดีต่อทั้งสองประเทศ
“ในกัมพูชามีเหตุการณ์มากมายที่ตึงเครียดแบบนี้ เอ็นจีโอกัมพูชาก็กังวลและต้องการหาวิธีคลี่คลายปัญหาเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดให้มีทางออกโดยสันติวิธี แก้ปัญหาไม่ให้มีการต่อต้านเกลียดชังระหว่างประชาชนของสองประเทศ เราทั้งสองประเทศสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ ถ้าความรุนแรงเกิดก็จะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงเพื่อเป็นเงื่อนไขสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน”
ในการประชุมของภาคประชาชนครั้งนี้ ยังได้เชิญ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และอดีตอธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเป็นวิทยากรเพื่ออธิบายให้เห็นภาพรวมและเงื่อนปมทางประวัติศาสตร์อันเป็นพื้นฐานของการทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับพื้นที่เขาพระวิหาร
ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า กรณีเขาพระวิหารเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีความเป็นมายาวนาน กัมพูชาก็มีความรักชาติและลัทธิชาตินิยมของกัมพูชาซึ่งขอเรียกว่า ‘ปราสาทศิลาชาตินิยม’ ส่วนไทยก็มี ‘ราชาชาตินิยม’ และ ‘อมาตยาเสนาชาตินิยม’ โดยความรักชาตินั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่ความหลงชาติอาจจะนำอันตรายมาได้
ทั้งนี้ ในส่วนประชาชนเชื่อว่าไม่มีปัญหากัน แต่คนที่มีปัญหาโดยมากคือคนที่อยู่ในเมืองหลวงซึ่งคือบางกอกหรือพนมเปญ ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องพูดกับประชาชนแต่ต้องพูดกับคนข้างบนให้เข้าใจปัญหานี้ อย่างไรก็ตามสำหรับคนไทยต้องเข้าใจว่ากรณีปราสาทพระวิหารศาลโลกได้ตัดสินให้เป็นของกัมพูชา 9 ต่อ 3 ใน พ.ศ.2505 มันจึงจบไปแล้ว ไม่ควรรื้อฟื้นและไม่ควรรื้อฟื้นแบบนักวิชาการบางคนที่ว่าปราสาทเป็นของกัมพูชาดินข้างล่างเป็นของไทย และใน พ.ศ. 2551 มันก็จบแล้วเมื่อ UNESCO ประกาศให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ด้วยมติ 21-0
ดร.ชาญวิทย์ อธิบายเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ต่อไปว่า กัมพูชาได้ปราสาทพระวิหารเพราะเป็นการรับมรดกมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส การขีดเส้นดินแดนมาในสมัยฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคมและจากสนธิสัญญา พ.ศ.2447 ถึง พ.ศ. 2450
ใน พ.ศ. 2450 (1907) รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่มีพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน และทรงลงนามในสัตยาบันเป็นการตกลงพรมแดนสยามกับฝรั่งเศสตรงที่เรียกว่าสันปันน้ำในมาตรฐานสากลและตั้งคณะกรรมการผสมเพื่อขีดเส้นและอยู่ในคำพิพากษาของศาลโลกที่แปลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งถ้าอ่านจะเห็นว่าคำพิพากษาศาลโลกจบลงแล้วโดยศาลโลกบอกว่า
“ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้ ศาล โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา” (คำพิพากษาศาล... หน้า 51)
ดังนั้นคำว่า อาณาเขตแปลว่าดินข้างใต้ด้วย และแม้ไทยจะสงวนสิทธิไว้ แต่ 46 ปีก็ไม่ได้ทำอะไรจึงต้องจบและปลง
“ทำอะไรไม่ได้ เป็นปัญหาของทางไทยที่มีความโลภ โกรธ หลง โลภเพราะอยากได้ โกรธเพราะไม่ได้ หลงเพราะคิดว่าจะได้ ต้องคิดแบบพุทธ โลภ โกรธ หลงแล้วก็ปลงจึงจะจบ” ดร.ชาญวิทย์กล่าว
สำหรับสาเหตุการลงนามในสนธิสัญญา พ.ศ. 2450 รัชกาลที่ 5 ได้ตกลงกับฝรั่งเศสให้เอาพระตระบอง เสียมราช ศรีโภณ ไปเป็นของกัมพูชาแล้วสยามได้จันทบุรี ตราด ด่านซ้าย แลกแล้วจบไม่ต้องรบกัน เพราะฉะนั้นเมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปพระสาทพระวิหาร ( 29 มกราคม พ.ศ.2472) จึงขออนุญาตฝรั่งเศสเข้าไป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ศาลโลกกรุงเฮกใช้ในการตัดสิน แต่ทางราชการไทยไม่ได้นำมาใช้
ในส่วนทางออก กัมพูชาไทยมีพรมแดนร่วมกันราว 800 กิโลเมตร 100 ปีมาแล้วยังตกลงกันไม่ได้ ดร.ชาญวิทย์มองว่าคงต้องใช้เวลาและความอดทนในการตกลงกันให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ต้องทำทีละจุดๆเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ทั้งนี้ในโลกมีปัญหาพรมแดนเกือบทุกประเทศ ควรไปดูประเทศที่ตกลงกันได้ อย่างประเทศอเมริกาและแคนาดาก็มีปัญหาที่น้ำตกไนแองการ่า แต่เขาตกลงกันได้
“สวีเดนกับเดนมาร์กมีปัญหาเขาก็ตกลงกันได้ ทำอย่างไรจะเป็น Cultural Business Tourism Management อาร์เจนตินา เอกวาดอและบราซิล มีปัญหาก็ตกลงกันได้ ดังนั้นกัมพูชากับไทยก็ตกลงเป็น Peaceland เป็นดินแดนสันติภาพ มาตกลงกัน อยู่สันติ ทำมาค้าขาย หากินด้วยกันแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน”
การประชุมยังได้หารือแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอต่อกันรวมไปถึงประเด็น Peaceland ฝ่ายภาคประชาชนไทย พรชัย มณีนิล ประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ เป็นตัวแทนสรุปกล่าวว่า สำหรับความรู้สึกประชาชนไทยยอมรับว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชามานานตั้งแต่ศาลพิพากษา โดยเฉพาะเป็นคนศรีสะเกษซึ่งอยู่ติดเขาพระวิหารยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา แต่สำหรับ ‘พื้นที่ทับซ้อน’ เสนอให้เป็นมรดกร่วมกันหรือใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ในฝ่ายไทยที่มาหารือเห็นด้วยกับการประกาศให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ประชาชนไทยต้องการให้ทหารทั้งสองฝ่ายถอนกำลังทหารและเปิดให้ประชาชนไปมาหาสู่ทำการค้าร่วมกัน
สำหรับความเห็นของทางฝ่ายกัมพูชานั้นเห็นพ้องกันในหลายประเด็นเรื่องแนวทางสันติวิธีแต่ยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับคำว่าพื้นที่ทับซ้อนว่าหมายความว่าอย่างไร นอกจากนี้ข้อเสนอของไทยเรื่อง ‘Peace and Development Zone’ ให้ถือเอาเขตแดนที่ชัดเจนฝั่งเขมรเป็นของเขมร เขตแดนที่ชัดเจนฝั่งไทยเป็นของไทย พื้นที่ทับซ้อนหรือพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนให้เป็นพื้นที่พัฒนาและใช้ประโยชน์ร่วมกันนั้นทางภาคประชาชนกัมพูชายังมีความกังวลในการเสนอสู่สาธารณะ เพราะบริบทและสถานะของภาคประชาชนกัมพูชามีความอ่อนไหวกับทางรัฐบาลมากกว่าทางไทย จึงต้องระมัดระวัดในการเสนอเงื่อนไขต่างๆ นอกจากนี้แม้แต่ข้อเสนอการถอนทหารทันทีก็เป็นข้อเสนอที่อ่อนไหวต่อรัฐบาลกัมพูชาเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในขั้นต้นของการทำงานร่วมกัน ทั้งสองประเทศเห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธีและต้องการให้เปิดชายแดนเพื่อไม่ให้กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชน นอกจากนี้ยังเห็นด้วยในการทำงานต่อร่วมกันและวางแผนทำงานเครือข่ายระหว่างประเทศต่อไปในอนาคต
http://www.prachatai.com/05web/th/home/13781
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น