นี่สิ จึงใช่ "ศาลรัฐธรรมนูญ"
จาก มติชน http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol05100951§ionid=0133&day=2008-09-10
หลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ได้มีการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการของ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่น่าสนใจดังนี้...
จุมพล ณ สงขลา อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
หากจะทำนิติกรรมอะไร เราก็ต้องดูกฎหมายฉบับนั้นๆ หรือจะต้องไปดูพจนานุกรม??
ผมเห็นว่าในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อจะดูเรื่องความเป็นลูกจ้างหรือไม่อย่างไร ก็ต้องไปดูกฎหมายแรงงานกฎหมายลูกจ้าง ไปดูว่ามีอะไรที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดบ้าง
โดยจรรยาบรรณของผู้พิพากษาที่ปฏิบัติกันมานั้น หากมีข้อกฎหมายใดไม่ชัดเจน ไม่สามารถเอาผิดจำเลยได้ก็ต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลยไป
การจะไปตีความกฎหมายที่กว้างขวาง ผู้พิพากษาสามารถทำได้ "เพียงแต่ต้องเป็นคุณกับจำเลย ไม่ใช่มุ่งตีความอย่างกว้างเพื่อให้เป็นโทษหรือเอาผิดกับจำเลย"
เมื่อครั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เคยมีการพูดกันเรื่อง การตีความกฎหมายว่า "ควรจะตีความกว้างแค่ไหน" ก็ยึดหลักการว่า "ตีความอย่างกว้างได้แต่จะต้องเป็นคุณ หรือไม่ได้มุ่งเน้นที่จะไปเอาผิดกับจำเลย"
เพราะหากไปมุ่งที่จะเอาผิดใครนั้น ถือว่าผิดวิสัยของ ตุลาการ ได้ กรณีของนายสมัครนั้น ผมอยากให้มองว่า "สิ่งที่เขาทำ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร เกิดความเสียหายส่วนร่วมอย่างไร"
ผมเกรงว่าหลังจากเรื่องนี้แล้ว คนอื่น "จะตีความกฎหมายแบบแปลกๆ ออกมาบ้าง"
ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ผมใช้บริการรถแท็กซี่อยู่เป็นครั้งคราว อย่างนี้จะถือได้ว่าแท็กซี่ คือ ลูกจ้าง ของผมได้หรือเปล่า เช่นเดียวกันกับ ผมไปตัดเสื้อผ้าที่ร้านตัดเสื้อแห่งหนึ่ง จะบอกว่าช่างตัดเสื้อร้านดังกล่าวเป็น
ลูกจ้าง ก็ได้ใช่ไหม
เรื่องนี้ คงวุ่นวายเหมือนกันกับการตีความกฎหมายครั้งนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมยอมรับว่า รู้สึกผิดหวังและท้อ ที่ ศาล ไม่ได้ดูเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่กลับไปดู "พจนานุกรม" ด้วย ผมเกรงว่าต่อไป ศาล จะถูกมองว่า" ใจแคบ" เพราะถ้าพิจารณาตามหลักคุณธรรม และวิสัยทั่วไปของผู้ที่เป็นศาลแล้ว จะต้องใจกว้าง
มีเมตตาต่อจำเลย หากข้อกฎหมาย หรือ พฤติกรรมพฤติการณ์ใด ที่ข้อกฎหมายเอาผิดไม่ชัดเจน ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไป จะต้อง ไม่มุ่งตีความกฎหมาย หรือนำเหตุอื่นๆ มาประกอบเพื่อเอาผิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับ
สุจิต บุญบงการ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อถกเถียง เรื่องการตีความกว้าง หรือแคบของคำว่า ลูกจ้าง ของศาลรัฐธรรมนูญควรเป็นอย่างไรนั้น
ผมมองว่า เป็นอำนาจและสิทธิของศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความได้ ซึ่งจะกว้างแค่ไหน ก็เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งที่ผ่านมาในอดีต ถ้ามีการตีความแคบ ก็มีการโจมตีว่า ศาล มองแคบ และน่าจะมอง บริบทในเรื่องอื่นๆ ด้วย
สำหรับกรณีนี้ ต้องดูเหตุผลชัดๆ ของศาล ในเบื้องต้น ผมรับได้ในคำวินิจฉัย เพราะการตีความคำว่า ลูกจ้าง แบบนี้ ถ้าจะสร้างมาตรฐานทางการเมืองให้ดีขึ้น ซึ่งหมายถึง เรื่องธรรมาภิบาล จริยธรรม และคุณธรรม น่าจะมองได้ว่า การรับเงิน ไปยึดโยงกับ การทำให้บริษัทเอกชน ได้เปรียบ เสียเปรียบบริษัทเอกชนอื่น ซึ่ง การวินิจฉัยดังกล่าว คงดูประเด็น ทั้งเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และความถูกต้องเหมาะสม
ในเรื่อง การห้ามไม่ให้ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน จุดหลักน่าจะอยู่ที่เรื่อง รับเงินจาก บริษัทเอกชน ซึ่งในต่างประเทศตรงนี้เขาถือมาก นักการเมืองไปรับนิดเดียวก็ไม่ได้
ส่วนเรื่อง นายสมัครจะกลับมาเป็นนายกฯได้หรือไม่นั้น ถ้าดูแค่ข้อกฎหมายก็กลับมาได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้สกัดกั้น แต่ในแง่สถานการณ์ทางการเมือง ถ้านายสมัครกลับมา จะทำให้สถานการณ์ลำบากมากขึ้น เพราะมีความขัดแย้งรุนแรงยาวนาน รัฐบาลยิ่งไม่มีความสามารถในการแก้ปัญหา และจะยิ่งเจอปัญหาการยอมรับจากประชาชน เพราะเป็นเรื่องจริยธรรมคุณธรรม
ทั้งนี้ แม้ในขณะนี้ รัฐบาลยังแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อผู้มีอำนาจรัฐ คือ รัฐบาลเป็นผู้ต้องแก้ แต่ไม่สามารถใช้อำนาจรัฐ ที่มีแก้ได้ ต่อไปถ้า นายสมัคร กลับมา ประสิทธิภาพในการทำงานจะยิ่งลดลงมาก
หน้า 11
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น